การสร้างตารางในภาษา HTML

posted on 20 Sep 2008 23:49 by noolek03

 

 

 

การสร้างตาราง

ALIGN=align-type
BACKGROUND=url
BGCOLOR=color
BORDERCOLOR=color
VALIGN=align-type

โดย
การสร้างตาราง ลงใน เว็บเพจมีประโยชน์มหาศาล เราสามารถ ประยุกต์ นำไปใช้ได้หลายอย่าง เพื่อเป็นการเพิ่มสีสันความสวยงามของเว็บเพจ การสร้างตาราง ในเว็บเพจก็ไม่แตกต่างจากการสร้างตารางบนแผ่นกระดาษทั่ว ๆ ไป เราเคยทำตารางอย่างไร ก็สามารถสั่งให้เว็บเพจของเรา ทำอย่างนั้นได้ เช่นกัน ต่างกันที่ว่าในเว็บเพจเราไม่สามารถที่จะ นำเอาปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด หรืออุปกรณ์ สำหรับเขียนตารางเข้าไปเขียนบนจอภาพได้ เราใช้ นิ้วมือของเรา เป็นผู้พิมพ์คำสั่ง สำหรับสร้างตารางขึ้นมา

โครงสร้างตาราง




หัวข้อตาราง
รายละเอียดย่อย
หัวข้อตาราง
รายละเอียดย่อย


...
คำสั่ง
คุณสมบัติ
...
เป็นคำสั่งเปิดปิดตาราง
ตารางตามแนวนอน เป็นการกำหนดแถวในตาราง
... หัวข้อ ของ ตาราง ข้อความ ที่อยู่ใน คำสั่ง จะถูก จัดให้เป็น ตัวหนา และกึ่งกลาง โดย อัตโนมัติ
... เป็นราย ละเอียด ของตาราง เป็นการ กำหนดจำนวน คอร์ลัม ของตาราง

คุณสมบัติของตาราง

ALIGN=align-type
BACKGROUND=url
BGCOLOR=color
BORDER=n
CELLPADDING=n
CELLSPACING=n
WIDTH=n
HEIGHT=n

โดย
ALIGN กำหนด ตำแหน่งตาราง โดย
LEFT=กำหนดตารางให้อยู่ทางซ้าย
RIGHT=กำหนดตารางให้อยู่ทางขวา
BACKGROUND ใส่ภาพกรฟิก เป็นพื้นหลังตาราง url เป็น ตำแหน่ง ภาพ
BGCOLOR กำหนดสีให้ตาราง
BORDER เส้นขอบ ตาราง n เป็นค่า ความหนาของ ขอบตาราง
BORDERCOLOR กำหนดสี ให้ขอบตาราง โดยสัมพันธ์กับ BORDER
CELLPADDING กำหนดระยะ ห่างระหว่าง ตัวหนังสือและเส้นแบ่งตาราง
CELLSPACING กำหนดขนาดของเส้นตาราง
WIDTH กำหนดความกว้างของตาราง เป็นตัวเลขและเป็น %
HEIGHT กำหนดความสูงของตารางเป็นตัวเลขและเป็น %

ALIGN กำหนด ตำแหน่งข้อความในแถวตามแนวนอน โดย
LEFT=อยู่ทางซ้าย
CENTER=อยู่ตรงกลาง
RIGHT=อยู่ทางขวา
BACKGROUND ใส่ภาพกราฟิก เป็นพื้นหลังแถว url เป็น ตำแหน่ง ภาพ
BGCOLOR กำหนดสีที่เป็นฉากหลังให้แถว
BORDERCOLOR กำหนดสีให้ขอบตาราง
VALIGN จัดตำแหน่งข้อมูลในแนวตั้ง โดย
TOP = จัดอยู่ข้างบน
MIDDLE = จัดอยู่ตรงกลาง
BPTTOM = จัดอยู่ข้างล่าง


ALIGN=align-type
BACKGROUND=url
BGCOLOR=color
BORDERCOLOR=color
COLSPAN=n
ROWSPAN=n
VALIGN=align-type

โดย
ALIGN กำหนด ตำแหน่งข้อความในแถวตามแนวนอน โดย
LEFT=อยู่ทางซ้าย
CENTER=อยู่ตรงกลาง
RIGHT=อยู่ทางขวา
BACKGROUND ใส่ภาพกราฟิก เป็นพื้นหลังแถว url เป็น ตำแหน่ง ภาพ
BGCOLOR กำหนดสีที่เป็นฉากหลังให้แถว
BORDERCOLOR กำหนดสีให้ขอบตาราง
COLSPAN ปรับขนาดของคอร์ลัมให้มีขนาดเป็น เท่า ของความกว้างปกติ สูงสุดเท่ากับจำนวนคอร์ลัมที่มี
ROWSPAN ปรับขนาดความสูงของแถวในตารางเป็นเท่าของแถวปกติ สูงสุดเท่ากับ จำนวนแถวที่มี
VALIGN จัดตำแหน่งข้อมูลในแนวตั้ง โดย
TOP = จัดอยู่ข้างบน
MIDDLE = จัดอยู่ตรงกลาง
BPTTOM = จัดอยู่ข้างล่าง

 
ALIGN=align-type
BACKGROUND=url
BGCOLOR=color
BORDERCOLOR=color
COLSPAN=n
ROWSPAN=n
VALIGN=align-type

โดย
ALIGN กำหนด ตำแหน่งข้อความในแถวตามแนวนอน โดย
LEFT=อยู่ทางซ้าย
CENTER=อยู่ตรงกลาง
RIGHT=อยู่ทางขวา
BACKGROUND ใส่ภาพกราฟิก เป็นพื้นหลังแถว url เป็น ตำแหน่ง ภาพ
BGCOLOR กำหนดสีที่เป็นฉากหลังให้แถว
BORDERCOLOR กำหนดสีให้ขอบตาราง
COLSPAN ปรับขนาดของคอร์ลัมให้มีขนาดเป็น เท่า ของความกว้างปกติ สูงสุดเท่ากับจำนวนคอร์ลัมที่มี
ROWSPAN ปรับขนาดความสูงของแถวในตารางเป็นเท่าของแถวปกติ สูงสุดเท่ากับ จำนวนแถวที่มี
VALIGN จัดตำแหน่งข้อมูลในแนวตั้ง โดย
TOP = จัดอยู่ข้างบน
MIDDLE = จัดอยู่ตรงกลาง
BPTTOM = จัดอยู่ข้างล่าง

ตารางซ้อนตาราง
มีอยู่ บ่อยครั้ง ที่เรา จำเป็น ที่จะต้อง สร้างตาราง ให้ มีลักษณะ ของตาราง ทับซ้อน กันได้ เพื่อ ผล ทางการ แสดงผล ข้อมูล ข้อมูล ให้แบบ ละเอียด ของข้อมูล ได้มาก ที่สุด รูปแบบ การเขียน ก็เหมือน กับเมื่อ สร้าง list ซ้อน list นั่นคือ ในส่วน ของ บรรทัด จะมี การสร้าง ตาราง ใหม่

.....
ก่อนที่ จะมี ตัวเปิด ในบรรทัด นั้น ๆ เช่น

A B
C D
E

ซึ่งมีโคดดังนี้



Table with and Neted tables





A B


C D
  E




การใส่รูปภาพลงในตาราง
เรา สามารถ นำรูปภาพ ที่มี อยู่บรรจุ ลงใน ตาราง ที่สร้าง ขึ้นได้ โดย การ บรรจุคำสั่ง สำหรับการ แสดงรูปภาพ เข้าไป ในส่วน หนึ่งของ ตาราง เช่น













การปรับขนาดรูปภาพให้พอดีกับตาราง
เราเคยเรียน มาแล้ว ว่า เรานั้น สามารถ ปรับขนาด รูปภาพได้ ในการนำ รูปภาพ ใส่เข้า ไปในตาราง เราก็ กำหนด ขนาดของ รูปภาพ กว้าง ยาว ให้เท่ากัน ทุกด้าน จะทำให้ภาพ ที่แสดง ออกมา มีขนาด เท่ากัน เช่น













การเชื่อมโยงข้อมูลในตาราง
เหมือนกับ ข้อมูลที่อยู่ นอกตาราง ข้อมูลที่อยู่ในตาราง ก็สามารถ ไปเชื่อม โยงกับข้อ มูล จากแหล่ง ข้อมูล อื่นได้ เช่น เดียวกัน เมื่อเรานำ ส่วนเชื่อม โยงข้อมูล ทั้งตัว อักษร รูปภาพ หรือผสมกัน ก็ได้ มาบรรจุในตารางเท่านั้น เช่น








กลับไปหน้าแรก

edit @ 20 Sep 2008 23:49:39 by noolek-love-kitty-pinkky

 

สถาปัตยกรรมเครือข่ายรูปแบบ OSI

ในปี ค.ศ. 1977 องค์กร ISO (international Oraganization for Standard)ได้จัดตั้งคณะ
กรรมการขึ้นกลุ่มหนึ่ง เพื่อทำการศึกษาจัดรูปแบบมาตราฐาน และพัฒนาสถาปัตยกรรมเครือข่าย และใน ปี ค.ศ. 1983 องค์กร ISO ก็ได้ออกประกาศรูปแบบของสถาปัตยกรรมเครือข่ายมาตราฐานในชื่อของ "รูปแบบ OSI " (Open System Interconnection Model) เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตราฐานในการเชื่อมต่อระบบ คอมพิวเตอร อักษร์ "O" หรือ "Open" ก็ หมายถึง การที่คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งสามารถ "เปิด" กว้างให้คอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์อื่นที่ใช้มาตราฐาน OSI เหมือนกันสามารถติดต่อไปมาหา สู่ระหว่างกันได้ จุดมุ่งหมายของการกำหนดการแบ่งโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายออกเป็นเลเยอร์ ๆ และกำหนดหน้าที่การทำงานในแต่ละเลเยอร์ รวมถึงกำหนดรูปแบบการอินเตอร์เฟซระหว่างเลเยอร์ด้วย โดยมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดดังต่อไปนี้
  1. ไม่แบ่งโครงสร้างออกเป็นเลเยอร์ ๆ มากเกินไป
  2. แต่ละเลเยอร์จะต้องมีการทำงานแตกต่างกันทั้งขบวนการและเทคโนโลยี
  3. จัดกลุ่มหน้าที่การทำงานที่คล้ายกันให้อยู่ในเลเยอร์เดียวกัน
  4. เลือกเฉพาะการทำงานที่เคยใช้ได้ผลประสบความสำเร็จแล้ว
  5. กำหนดหน้าที่การทำงานเฉพาะง่ายๆ แก่เลเยอร์ เผื่อว่าในอนาคตถ้ามีการออกแบบเลเยอร์
ใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลใหม่ในอันที่จะทำให้สถาปัตยกรรมมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จะไม่มีผล ทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่เคยใช้อยู่เดิมจะต้องเปลี่ยนแปลง
  6. กำหนดอินเตอร์เฟซมาตรฐาน
  7. ให้มีการยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์
  8. สำหรับเลเยอร์ของแต่ละเลเยอร์ให้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่กล่าวมาใน 7 ข้อแรก

สถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI
 

หน้าที่การทำงานของเลเยอร์แต่ละชั้นในสถาปัตยกรรม OSI

  สถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI ที่ได้ประกาศออกสู่สาธารณชนมีรูปแบบดังแสดงในรูปด้านบน และ
สถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI สำหรับการสื่อสารผ่านเครือข่ายเป็นดังที่แสดงในรูปด้านล่าง รูปแบบ OSI มีการ แบ่งโครงสร้างของสถาปัตยกรรมออกเป็น 7 เลเยอร์ และในแต่ละเลเยอร์ได้มีการกำหนดหน้าที่การทำงานไว้ ดังต่อไปนี้
  1. เลเยอร์ชั้น Physical เป็นชั้นล่างที่สุดของการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จาก
ช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับ เลเยอร์ ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน(pin) แต่ละพินทำหน้า ที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่างๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้
  2. เลเยอร์ชั้น Data Link จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลโดยจะ
แบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับมาว่า ได้รับ ข้อมูลแล้ว เรียกว่า สัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับ สัญญาณ NAK (Negative Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมุลไปให้ใหม่ อีกหน้าที่หนึ่ง ของเลเยอร์ชั้นนี้คือป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกินขีดความสามารถของเครืองผู้รับจะรับข้อ มูลได้
  3. เลเยอร์ Network เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่จะส่ง-รับใน
การส่งผ่านข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะ ต้องมีเส้นทางการส่ง-รับข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้นเลเยอร์ชั้น Network นี้จะทำหน้าที่เลือกเส้นทางที่ ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4 จะถูกแบ่งออกเป็น แพ็กเกจ ๆ ในชั้นนี้
  4. เลเยอร์ Transport บางครั้งเรียกว่า เลเยอร์ชั้น Host-to-Host หรือเครื่องต่อเครื่อง และจาก
เลเยอร์ชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 7 นี้รวมกันจะเรียกว่า เลเยอร์ End-to-End ในเลเยอร์ชั้น Transport นี้เป็นการ สื่อสารกันระหว่างต้นทางและปลายทาง (คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์) กันจริง ๆ เลเยอร์ชั้น Transpot จะ ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากเลเยอร์ชั้น Session นั้นไปถึงปลายทางจริง ๆ หรือไม่ ดังนั้นการกำ หนดตำแหน่งของข้อมูล(address) จึงเป็นเรื่องสำคัญในชั้นนี้ เนื่องจากจะต้องรู้ว่าใครคือผู้ส่ง และใครคือผู้รับ ข้อมูลนั้น
  5. เลเยอร์ Session ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผู้ใช้จะใช้
คำสั่งหรือข้อความที่กำหนดไว้ป้อนเข้าไปในระบบ ในการสร้างการเชื่อมโยงนี้ผู้ใช้จะต้องกำหนดรหัสตำแหน่ง ของจุดหมายปลายทางที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารด้วย เลเยอร์ชั้น Session จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับเลเยอร์ชั้น Transport เป็นผู้จัดการต่อไป ในเครือข่ายทั้งเลเยอร์ Session และเลเยอร์ Transport อาจจะเป็นเลเยอร์ ชั้นเดียวกัน
  6. เลเยอร์ Presentation ทำหน้าที่เหมือนบรรณารักษ์ กล่าวคือคอยรวบรวมข้อความ (Text) และ
แปลงรหัส หรือแปลงรูปแบบของข้อมูลให้เป็นรูปแบบการสื่อสารเดียวกัน เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิด ขึ้นกันผุ้ใช้งานในระบบ
  7. เลเยอร์ Application เป็นเลเยอรชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ติดต่อระหว่างผู้ใช้
โดยตรงซึ่งได้แก่ โฮสต์คอมพิวเตอร์ เทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์ PC เป็นต้น แอปพลิเคชันในเลเยอรชั้นนี้ สามารถนำเข้า หรือออกจากระบบเครือข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่ามีขั้นตอนการทำงานอย่างไร เพราะจะ มีเลเยอร์ชั้น Presentation โดยตรงเท่านั้น


สถาปัตยกรรมเครือข่ายรูปแบบ OSI
  โปรโตคอลของในเลเยอร์แต่ละชั้นจะแตกต่างกันออกไปแต่อย่างไรก็ตามการที่เครื่องคอมพิวเตอร์
หลาย ๆ เครื่องจะติดต่อสื่อสารกันได้ ในแต่ละเลเยอร์ของแต่ละเครื่องจะต้องใช้โปรโตคอลแบบเดียวกัน หรือ ถ้าใช้โปรโตคอลต่างกันก็ต้องมีอุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ที่สามารถแปลงโปรโตคอลที่ต่างกันนั้นให้มีรูปแบบเป็น อย่างเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงให้คอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องสามารถติดต่อกันได้
  ตัวอย่างของโปรโตคอลที่ใช้ในเลเยอร์ชั้นต่างๆ ในรูปแบบ OSI แสดงไว้ในตารางด้านล่าง
เลเยอร์
มาตรฐาน
รายละเอียด
7
ISO 8571
ISO 8572
การบริการโอนถ่าย และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
การบริการโอนถ่าย และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ISO 8831
ISO 8832
การบริการโอนถ่าย และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
โปรโตคอลการบริการโอนถ่าย และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ISO 9040
ISO 9041
การบริหารเทอร์มินัลแบบเสมือน
โปรโตคอลการบริหารเทอร์มินัลแบบเสมือน
CCITT X.400
ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ และกักเก็บข่าวสาร
6
ISO 8822
ISO 8823
การบริหารแบบ Connection-oriented ในเลเยอร์ Presentation
โปรโตคอลการบริการแบบ Connection-oriented ในเลเยอร์ Presentation
5
ISO 8326
ISO 8327
การบริการแบบ Connection-oriented ในเลเยอร์ Session
โปรโตคอลการบริการแบบ Connection-oriented ในเลเยอร์ Session
4
ISO 8072
ISO 8073
การบริหารแบบ Connection-oriented ในเลเยอร์ Transport
โปรโตคอลการบริการแบบ Connection-orientedในเลเยอร์ Transport
3
CCITT X.25
โปรโตคอล X.25 ในเลเยอร์ Network
2
ISO 8802
(IEEE 802)
CCITT X.25
โปรโตคอลสำหรับเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)

โปรโตคอล SDLC,HDLC ในเลเยอร์ Data Link
1
CCITT X.21
ดิจิตอลอินเตอร์เฟซของเลเยอร์ Physical
   
 

สรุป

  เราสามารถแบ่งส่วนการทำงานของสถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI ได้ง่าย ๆ จากรูปด้านล่าง โดยด้าน
ซ้ายมือซึ่งจัดแบ่งเลเยอร์ทั้ง 7 ชั้นออกเป็น 3 ส่วนคือส่วนของผู้ใช้งาน ส่วนการติดต่อระหว่างเครื่องต่อเครื่อง และส่วนการเชื่อมโยงต้นทางกับปลายทาง สำหรับในทางขวามือของรูปจะเป้นการจัดแบ่งลักษณะ การสื่อ สารออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนดำเนินการโดยผู้ใช้งาน และอีกส่วนหนึ่งเป็นการดำเนินการโดยเครือข่าย


สถาปัตยกรรมรูปแบบ OSI แบ่งแยกตามส่วนการทำงาน
  ถ้าเรากล่าวถึงการติดต่อเชื่อมโยงการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยัง  
คอมพิวเตอร์ อีกเครื่องหนึ่ง ให้แบ่งกลุ่มการทำงานของเลเยอร์ตามทางซ้ายมือของรูป แต่จะเป็นเรื่องของ โปรโตคอลซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดการสื่อสาร และควบคุมจัดการสื่อสาร ขอให้ยึดแบบการแบ่งลักษณะของ การสื่อสารตามทางขวามือเป็นหลัก ตัวอย่าง เช่นการสื่อสารข้อมูลโดยผ่านเครือข่าย X.25 ของเครือข่ายจะ ทำหน้าที่ในการสื่อสารใน 3 เลเยอร์ชั้นล่างของรูปแบบ OSI ส่วนของเลเยอร์ 4 ชั้นที่เหลือจะเป็นโปรโตคอล สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้งาน
 
  
 
 
   

 

 

อินโทร

                 วันนี้อ่านหนังสือเเล้วง่วงมากมาย อ่านบทที่ 8 เรื่อง ระบบสารสนเทศ

     ข้อมูล คือ ข้อมูลดิบ Law Data ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล

     สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่นำมาผ่านการประมวลผลเเละได้ผลลัพธ์ออกมาได้ตรงตามจุดประสงค์เเละนำไปใช้ประโยชน์ได้

     ระบบสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์มาใช้กับการจัดการข้อมูลในองค์กร เเละสามารถนำมาใช้ประโยชน์เเละประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้      

          1  Hardwere    2  Softwere   3  Data    4  Peplewere   5  Prosedures

     การใช้สารสนเทศของผู้บริหารระดับต่างๆ

          1 ผู้บริหารระดับสูง เป็นระดับการวางแผนระยะยาว ใช้เเหล่งทรัพยากรหรือสารสนเทศภายนอกมากกว่าภายใน

          2 ผู้บริหารระดับกลาง เป็นระดับการวางเเผนระยะสั้น ใช้เเหล่งทรัพยากรหรือสารสนเทศภายในมากกว่าภายนอกด้วยการสั่งการให้เกิดข้อปฏิบัติเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายตามที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดไว้

          3 ผู้บริหารระดับล่าง เป็นระดับปฏิบัติงาน  ส่วนใหญ่ใช้ทรัพยากรหรือสารสนเทศภายในเเละเน้นรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ

     วงจรการพัฒนาระบบ

          1 การกำหนดปัญหา

          2 การวิเคราะห์

          3 การออกเเบบ

          4 การพัฒนา

          5 การทดสอบ

          6 การติดตั้ง

          7 การบำรุงรักษา

     ทางเลือกในการพัฒนาโปรเเกรม

          1 การพัฒนาโปรเเกรมขึ้นเอง

          2 การซื้อโปรเเกรมสำเร็จรูป

          3 การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ

    

edit @ 14 Sep 2008 16:02:07 by noolek-love-kitty-pinkky